บันทึกจิตป่วย ตอนที่ 2 แบ่งปันว่าด้วยโรคซึมเศร้า

บันทึกจิตป่วย ตอนที่ 2
แบ่งปันว่าด้วยโรคซึมเศร้า

“โรคซึมเศร้า ต้องการคนที่เข้าใจ ไม่ใช่โรคเรียกร้องความสนใจ” พฤติกรรมโดยทั่วไปของคนเป็นโรคนี้ แทบไม่มีความแตกต่างจากเดิมมากนัก เข้าสังคมได้ ทำงานได้ ทำกิจวัตรประจำวันได้ คนที่เริ่มเป็นจะรู้สึกตัวเองครับว่า “อาการฝืนทำ” เริ่มมากขึ้นผมเบื่อหน่ายจากการทำงาน ไม่เปิดคอมพิวเตอร์เป็นเวลาถึง 4 เดือนเต็ม ไม่ออกงานสังคม แม้จะได้รับเชิญเป็นวิทยากร ก็ไม่ไป แต่ถ้างานไหนผมไป ก็ต้องใช้ความพยายาม 5 ถึง10 เท่า ถ้าเราไม่ไปก็รู้สึก “ผิด”

นานวันเข้าอาการและพฤติกรรม ยิ่งทำให้รับตัวเองไม่ได้ และเริ่มส่งผลกระทบกับคนรอบข้าง เช่น ภรรยาทำกับข้าวให้กิน ก็ไม่กิน ก็อาจจะเกิดอาการน้อยใจ แม่โทรมาเรื่องพ่อไม่ค่อยสบาย แม่อยากเจอหน้าถ้าปกติทั่วไป ผมจะรีบไปรับ พาไปหาหมอทันที

ยิ่งคนรอบข้างไม่เข้าใจ ก็จะคาดหวังเราเหมือนเดิม พูดกับลูกน้อยลง ปกติทำทุกอย่างด้วยความเอาใจใส่ แต่สภาวะตอนนั้นเปล่าเลย ผมเบื่อหน่ายกับชีวิตมาก และรู้สึก “ผิด” ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย รู้สึกเห็นแก่ตัวมาก ไม่สนใจใคร

การกระทำทุกอย่างจึงเป็นการ “ฝืนทำ” เก็บตัวเอง ไม่ค่อยคุยกับคน ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ปิดม่าน เริ่มไม่อยากเจอผู้คน เหมือนตัวเองนั่งชันกอดเข่าอยู่มุมห้อง ด้วยอาการสิ้นหวัง ไร้ค่า มองหาความหมายของชีวิตไม่เจอ

เที่ยงคืนวันหนึ่ง ก่อนไปประชุมที่กรุงเทพ ผมสตาร์ทรถในใจคือจะไปในที่ๆคนไม่รู้จัก ไปให้ไกลสุดทางจนกว่านำ้มันจะหมด ผมได้ตะโกนถามภรรยาว่า ผมยังมีความหมายกับคุณอยู่มั้ย?

ภรรยาคงเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานทั้งวัน ไม่ตอบอะไร สักพักตะโกนกลับว่า “รับปากลูกสาว ว่าจะนอนด้วยไม่ใช่หรอ?” คืนนั้น คำว่าลูกสาวฉุดรั้งไม่ให้ผมเตลิดไปไหน ผมดับเครื่องยนต์เดินกลับไปที่ห้อง นอนกอดลูกสาว ด้วยน้ำตาแห่งความยินดีในความมืด

ผมมีความหวังอีกครั้ง หลังจากพบอาจารย์หมอ อาจารย์หมอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ท่านบอกกับผมว่า โรคนี้รักษาหายได้ ท่านรักษาคนจนหายมามากแล้ว สำหรับหนานธง ปีครึ่งก็หายแล้ว

ข้อสังเกตเบื้องต้นว่า เราเข้าข่าย เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าไหมก็ดูจากพฤติกรรมเหล่านี้นะครับ เช่น

  1. มีอารมณ์หงุดหงิด ก้าวร้าว
  2. ขาดความสนใจต่อสิ่งรอบข้าง
  3. เสียสมาธิ ไม่มีสมาธิจดจ่อเวลาที่ทำสิ่งต่างๆ
  4. รู้สึกร่างกาย สมองอ่อนเพลีย
  5. เชื่องช้า ทำอะไรก็เป็นไปอย่างช้าๆ
  6. รับประทานอาหารน้อยลงกว่าปกติ
  7. นอนน้อย หรือนอนมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น
  8. ชอบตำหนิตัวเอง
  9. รู้สึกอยากฆ่าตัวตาย

หรือสังเกตได้ว่าตัวเองมีความคิด หรือความรู้สึกแบบนี้ ก็ขอให้ตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่าเราเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ ส่วนผมนอกจากเป็นทุกข้อแล้ว ยังคิดซับซ้อนไม่ได้ ถอดรหัสไม่ได้ จับประเด็นไม่ได้ คิดเชื่อมโยงไม่ได้ มันทำให้ผมเป็นบุคคล “หมดสภาพ” คือใช้การไม่ได้จริงๆ

อาจารย์หมอท่านบอกว่า เป็นเรื่องปกติของโรคนี้ ท่านจะให้ยาที่ดีที่สุดที่ประเทศเรามี เพื่อปรับการหลั่งของสารเคมีในสมองเพื่อสร้างสมดุล สำคัญคนรอบข้างต้องเข้าใจ จะได้ช่วยให้อาการดีขึ้น ทานยาตามสั่ง

ทานอาหารตามเวลา ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที และสำคัญที่สุดคือ “ให้อยู่กับปัจจุบัน” เช่นปลูกผัก ก็รู้ตัวว่าปลูกผัก ตัดหญ้า ก็ให้รู้ว่าตัดหญ้า งดรับแขกและสุดท้าย ท่านสั่งให้ “พักงานทันที” ไม่ให้รับรู้เรื่องงาน ให้คนอื่นทำแทน เรื่องนี้ผู้จัดการเข้าใจ เพราะเป็นหัวหน้าโดยตรง ได้นัดทีมงานหลัก ทำความเข้าใจ และแบ่งงานกัน

ผมจึงได้มีเวลารีเซ็ทตัวเองอีกครั้ง

จำนวนผู้เข้าชม 110 ครั้ง